6 เรื่องเล่าจากช่างสักที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

เคยมีคำกล่าวว่าคนที่ไม่เคยทำอะไรผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลยซึ่งเมื่อเรามองดูแล้วก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะในการทำงานจริง ๆ นั้นถึงแม้ว่าเราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้มันก็ยังคงมีเรื่องเกิดขึ้นได้ และวันนี้เราก็ได้พบกับเรื่องราวสิ่งที่เกิดขึ้นกับงานของเพื่อนของเราที่เป็นช่างสักนั้นเอง ซึ่งพวกเราที่เพลินเพลินก็ต่างคิดเหมือนกันว่าเออแล้วแบบนี้มันจะต้องแก้ไขอย่างไรนะเพราะเวลาที่เราได้สักไปแล้วการแก้ไขมันก็น่าจะยากเหมือนกัน ซึ่งตอนที่เราได้อ่านเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ได้พบวิธีการที่แต่ละคนได้ใช้เพื่อแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดแบบไม่คาดคิดซึ่งบางครั้งมันก็ดูดีมากเลยทีเดียว

เรื่องแรกเลยกับตัว”น”ที่หายไป
เป็นเรื่องเล่าจากศิลปินคนหนึ่งที่ได้สักคำว่า “เพื่อนรัก” ให้กับลูกค้าผู้ชายคนหนึ่ง แต่ในตอนที่ตรวจสอบแบบนั้นกลายเป็นว่าเขาสะกดผิดเป็น “เพื่อรัก” โดยลืมใส่ตัว “น” ไป ซึ่งคำว่า “เพื่อน” และด้วยความที่มันเป็นรอยสักขนาดใหญ่ที่สวยมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ให้แก้ไขรอยสักนั้น โดยความคิดเห็นของลูกค้าคนนี้ก็ทำให้เขาดูเท่ขึ้นไปอีก เพราะเขาบอกว่าเขาเองก็เป็นคนมองข้ามไปเองตอนที่อนุมัติให้สัก และเขาก็ตัดสินใจสักตัว “น” เพิ่มบนฝ่ามือของเขาแทน ดังนั้นหากใครถามเขาเกี่ยวกับรอยสัก เขาจะโชว์ตัว “น” ที่หายไปบนฝ่ามือของเขา

เรื่องที่สองก็ยังดี
เรื่องราวของเราที่กำลังจะบอกก็คือเวลาที่เราทำงานที่ต้องใช้ข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้อื่นอีกทีหนึ่งเราควรเก็บสำเนาหรือต้นฉบับเหล่านั้นไว้ก่อนถึงแม้ว่างานของเราจะเสร็จไป เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งลูกค้าเดินเข้ามาพร้อมกับแบบร่างคำพูดซึ่งเป็นภาษาอิตาลีพอเห็นแบบนั้นแล้วเราก็เลยแนะนำลูกค้ากลับไปว่าคำพูดหรือตัวหนังสือต่าง ๆ นั้นควรที่จะตรวจสอบความหายและตัวสะกดให้เรียบร้อยมาก่อนเพราะทางร้านของเราเคยเจอลูกค้าที่ไม่เข้าใจความหมายแล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาแก้ไขอยู่หลายครั้งซึ่งลูกค้าท่านนี้ก็ดูอยู่ไม่นานก็บอกว่าให้เราทำตามที่เขียนไว้ในกระดาษได้เลย หลังจากที่เราเริ่มสักจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วลูกค้าก็กลับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ทว่าหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนลูกค้าท่านนี้ก็ย้อนกลับมาอีก พร้อมทั้งท่าทางที่ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่โดยมาบอกว่าทางช่างของเราทำการสักตัวหนังสือบางตัวไม่ถูกต้องซึ่งทำให้ความหมายของคำนั้นผิดไปด้วย เราคุยกันอยู่ไม่นานก่อนจะไปหยิบแบบที่ลูกค้าเป็นคนนำมาให้ (ปรกติทางร้านจะทำประวัติและเก็บเอกสารแบบร่างต่างๆไว้เสมอ) ซึ่งเมื่อลองเอามาเทียบดูแล้วก็ตรงกับแบบทุกอย่างกลายเป็นว่ามันผิดมาตั้งแต่ตอนทำแบบเลยซึ่งพอเห็นแบบนั้นคุณลูกค้าก็กล่าวขออภัยก่อนจะจากไปพร้อมกับคำอุทานสั้น ๆ ว่า “ยังดีที่เพื่อนเราไม่มีใครอ่านออก”

เรื่องที่สามรถนำเข้าในตอนที่เรายังเป็นช่างสักหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน ก็มีลูกค้าท่านหนึ่งเข้ามาให้เราสักรูปรถยนต์ซึ่งหลังจากทำงานชิ้นนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังตรวจงานอีกครั้งก็พบว่าพวงมาลัยของรถยนต์มันอยู่ผิดฝั่ง ซึ่งเราก็รีบบอกถึงจุดนี้ทันทีแต่ลูกค้าท่านนั้นก็พูดกลับมาด้วยท่าทางสบายๆว่า “ถือซะว่ามันเป็นรถนำเข้าก็แล้วกันนะ” (พวงมาลัยรถยนต์ในบางประเทศจะอยู่ทางด้านซ้ายดังนั้นรถยนต์ที่สั่งเข้ามาจึงมีพวงมาลัยอีกฝั่งหนึ่ง) พอได้ฟังแบบนั้นแล้วเราก็เบาใจและรู้สึกขอบคุณลูกค้าท่านนั้นมากมากเลย และตกลงว่าจะไม่คิดค่าใช้จ่ายในการสักครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้ลูกค้าท่านนั้นก็ยังมาสักที่ร้านของเราอยู่และก็เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเราด้วย

เรื่องที่สี่โทรเถอะเวลาที่มีลูกค้าต้องการสักลวดลายที่เป็นวันที่อย่างวันเกิดของเพื่อนหรือลูกของพวกเขา ก่อนที่เราจะลงมือทำงานของเรา มีสิ่งหนึ่งที่เรามักจะขอให้ลูกค้าทำอีกครั้งนั้นก็คือการโทรถามใครสักคนหรืออาจจะโทรถามเจ้าของวันเกิดเลยก็ได้ ซึ่งจากที่ทำมาแล้วจำนวนมากเราบอกได้เลยคนส่วนใหญ่จำวันเกิดผิดและการที่ได้โทรหาใครสักคนก็ทำให้เราลดความผิดพลาดส่วนนี้ลงไปได้เยอะมากจริง ๆ

เรื่องที่ห้าผลงานDIYในระหว่างที่เราเปิดร้านได้สองปีแรกก็มีเพื่อนของเรามากมายที่เข้ามาสนับสนุนทั้งมาให้เราสักให้หรือมาช่วยทำสิ่งต่าง ๆ  รวมทั้งแนะนำคนให้มาที่ร้านของเรา แต่ก็มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งพาแฟนมาสักและระหว่างที่เราเตรียมของอยู่นั้นเพื่อนของเราก็เริ่มบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ซึ่งพอเราได้ยินแบบนั้นแล้วเราก็เลยบอกไปว่า “นายจะลองสักเองก็ได้นะใช้เครื่องมือได้เลยเราไม่คิดค่าใช้จ่าย” ซึ่งเพื่อนของเราก็รับคำและลงมือสักรูปหัวใจให้แฟนทันทีแต่หลังจากนั้นอีก 2 ชั่วโมงเพื่อนของเราก็กลับไปพร้อมกับรูปมันเทศบนไหล่ของแฟนสาว ซึ่งต่อมาแฟนของเค้าก็ต้องกลับมาให้เราแก้ให้เป็นรูปอื่นแทนสิ่งที่เราอยากจะบอกก็คือแต่ละสายงานนั้นมีเรื่องของความชำนาญที่ต้องฝีกฝนและเรื่องของเครื่องมืออื่นๆ ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าไม่คุ้มค่าคุณก็ไม่ต้องใช้มันซะจะดีกว่า แต่อย่าได้ประเมินคุณค่าของงานคนอื่นน้อยกว่าสิ่งที่คุณทำได้เพราะทุกงานมีคุณค่าในตัวเองเสมอ

เรื่องที่หกอย่าเพิ่งร้องมันเป็นเรื่องขำขำเกิดขึ้นระหว่างที่เรากำลังทำงานสักให้ลูกค้าคนหนึ่ง โดยเขาเข้ามาพร้อมกับแบบตัวหนังสือที่สวยงามมากมากซึ่งดูแล้วก็ต้องทำงานนี้อย่างน้อย ๆ ก็สองถึงสามชั่วโมงระหว่างการทำงานเราก็มีพักเพื่อให้การทำงานไม่เหนื่อยมากเกินไป และเรื่องราวครั้งนั้นก็เริ่มขึ้นลุกค้าของเราทำท่าทางไม่พอใจและก็เริ่มร้องไห้ออกมา ซึ่งเราก็เข้าไปพูดคุยเพื่อให้เขาสบายใจพอเขาเริ่มหยุดร้องไห้ก็บอกเราว่าลายที่เราทำนั้นมันเขียนผิดตัวอักษรอ่านไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งพอเราได้ฟังดังนั้นแล้วก็บอกว่าที่คุณลูกค้าเห็นแบบนั้นเพราะมองมันผ่านเงาสะท้อนของกระจก ซึ่งพอได้ยินแบบนั้นลูกค้าก็นิ่งไปและเมื่อหัวเราะออกมาก่อนจะพูดว่า “เออจริงด้วย” และทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยรอยยิ้ม

เรียบเรียงโดย เพลินเพลิน