เศรษฐี 14 คนที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตหลังล้มละลายว่าเป็นยังไง

พวกเราทุกคนต้องเผชิญกับความสูญเสียในบางช่วงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถูกเพื่อนหรือคนสำคัญหักหลัง การจากไปของคนที่คุณรัก หรือปัญหาทางการเงิน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ใช้แรงงานเพื่อหารายได้ และเจ้าของเพียงไม่กี่คนกลับมีตังค์มากมายหลายล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่าคนกลุ่มนี้คือเศรษฐีที่มีอยู่จำนวนน้อยมากมากเมื่อเทียบกับประชากรโลก แต่ความร่ำรวยมันก็ไม่ได้อยู่ถาวรเช่นเดียวกันบ้างครั้ง โชคชะตากลับเล่นตลกกับพวกเขาเพราะไม่มีใครที่จะป้องกันความล้มเหลวได้ 100%

พวกเราได้รู้เรื่องราวของคนที่เคยร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีแต่กลับต้องสูญเสียทุกสิ่งที่พวกเขามีเพียงชั่วข้ามคืน และพวกเรายังได้บทเรียนบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการใช้เงินอย่างไม่ประมาท

1.เพื่อนของผมแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นเศรษฐีมาตั้งแต่เกิด การพูดว่าพวกเขาร่ำรวยเป็นคำกล่าวที่น้อยกว่าความเป็นจริง พวกเขาบินแต่เฟิร์สคลาสหรือชั้นธุรกิจเท่านั้น มีรถปอร์เช่หรือเมอร์เซเดสใหม่ทุกปี และพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ดีที่สุดในแมนฮัตตัน พวกเขามีเงินมากมาย แต่พวกเขาไม่ได้ทำงาน เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำ เธอได้รับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนจากครอบครัวของเธอ ซึ่งผมเชื่อว่าอยู่ที่ประมาณ 21 ถึง 30 ล้านบาทต่อปี

พวกเขาใช้ชีวิตเช่นนี้ประมาณ 10 ปี จนพวกเขามีเรื่องขัดแย้งกันภายในครอบครัวและหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงอีกต่อไป จนตอนนี้พวกเขาอายุ 50 ปีแล้วแต่ไม่เคยทำงานและไม่มีทักษะวิชาชีพ และยังต้องจ่ายค่าเช่า (เพราะไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง) และต้องจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ภรรยาของเขาบอกผมว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือพวกเขาไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตแบบนั้นได้อย่างไร เธอนึกไม่ออกว่าการซื้อของต่างๆ ด้วยตัวเองเป็นอย่างไร ผมเห็นพวกเขาเป็นครั้งสุดท้ายคือตอนที่ผมชวนพวกเขาไปดื่มกาแฟที่สตาร์บัคส์ และนั่นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี ที่พวกเขาพูดคำว่าขอบคุณหลังจากที่ผมเสนอว่าจะจ่ายค่าอาหารเช้าให้ ผมไม่กล้าที่จะพูดว่าสิ่งนี้ทำให้พวกเขานอบน้อมเพราะจริงๆแล้วพวกเขาเป็นคนดีเสมอมา ความแตกต่างคือพวกเขาเป็นคนดีที่เคยมีเงินมากมาย © Jerry Strazzeri / Quora

© Il capitale umano / Indiana Production


2.ฉันเคยมีทุกอย่าง – เอาจริงๆ มันเหมือนเป็นจุดสูงสุดของชีวิตฉัน เราเพิ่งซื้อบ้านใหม่ที่สวยงามในพื้นที่ที่ดีมากมากของเมืองที่เราอยู่ เราไม่มีหนี้และมีเงิน 6 หลักในธนาคาร จากนั้นทุกอย่างก็พังทลาย … มันรวดเร็วและรุนแรงมาก! สำหรับเหตุผลมากมายเกินกว่าจะลิสต์ออกมา ความสัมพันธ์กว่า 14 ปีกับคนที่ควรจะเป็นคู่ชีวิตของฉันก็ได้จากไป นอกจากนั้นฉันยังสูญเสียคนใกล้ชิดในครอบครัว – พี่ชาย และแม่ของฉัน ในเวลาเดียวกันซ้ำฉันก็ยังต้องตกงาน และสิ่งสุดท้ายที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดมาก่อนเลยคือแฟนของฉัน ขอเลิก และเค้าต้องการเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยทั้งบ้านและเงินที่เก็บไว้ในชื่อเค้า! โดยไม่ให้อะไรฉันไว้เลย

ฉันอยู่อย่างไม่มีอะไรและต้องเริ่มต้นใหม่ นอกจากนี้ฉันต้องจ่ายค่าทนายความจากการเลิกราที่มีราคาแพงมาก ไม่กี่เดือนต่อมาฉันก็กลับไปทำงานเก่า… ฉันหนักขึ้น 20 กก. เพราะมีอาการซึมเศร้า ด้วยทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉัน ทุกคนในที่ทำงานรู้สึกงุนงง ส่วนใหญ่แทบจำฉันไม่ได้ บางคนถามอย่างไร้เดียงสาว่าฉันมีความสุขที่ได้กลับมาหรือไม่ ฉันตอบว่า “รู้สึกดีมากเพราะอย่างน้อยฉันก็ยังมีแรงที่จะก้าวต่อไปและบทเรียนจะสอนให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน” © unknown author / Quora

3.ในปี 2011 เราอาศัยอยู่ที่ดูไบและมีชีวิตที่ดีมาก มีโรงเรียนเอกชนที่ดีสำหรับฉันและน้องสาว พ่อมีรถยนต์หรู แม่มีกระเป๋าและเสื้อผ้าราคาแพง และเราอยู่ในหมู่บ้านที่น่าตื่นตาตื่นใจใกล้กับชายหาด ในกลางปี ​​2016 พ่อของฉันถูกฟ้องในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำและมันทำให้ครอบครัวต้องเสียชื่อเสียง และเราสูญเสียเงินออมทั้งหมดของเราไป หลังจากนั้นพ่อต้องทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึงเที่ยงคืนเพื่อพยายามหาเงินเพิ่มเพื่อให้เรามีเงินเพียงพอสำหรับสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้ดีเท่าเดิม เราต้องย้ายไปที่บ้านหลังเล็กลง และพ่อขายรถยนต์ทุกคันเหลือไว้เพียงคันเดียว

และส่วนที่เศร้าที่สุดของทั้งหมดนี้คือฉันรู้สึกฉันไม่มีทางที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ทั้งการที่ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย ใช้เงินหลายหมื่นต่อสัปดาห์ ซึ่งเราไม่สามารถใช้ได้ขนาดนั้น มันเจ็บปวดจริงๆ เมื่อเพื่อนของคุณทุกคนรวมตัวกันเพื่อพบปะและติดต่อกัน แต่คุณไม่สามารถที่จะบินไปและพักในโรงแรมเหมือนพวกเขาได้ แต่ในที่สุดฉันก็ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้และเริ่มปรับตัวและคิดได้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันก็แค่สิ่งที่เราเคยมีหากมัวแต่ไปคิดถึงก็ไม่มีทางที่จะกลับไปมีชีวิตแบบนั้นได้อีกรังแต่ละสร้างความกังวลใจให้เราสะมากกว่า เมื่อเริ่มคิดได้ฉันจึงตั้งใจเรียนอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่คนรอบตัวฉันที่โรงเรียนยุ่งอยู่กับเรื่องไร้สาระ มีฉันเพียงคนเดียวที่โตพอที่จะไม่ทำนายอนาคตของตัวเอง และมองหาเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อหาเงินเพิ่มเองโดยไม่ต้องทำให้พ่อแม่เหนื่อยจนเกินไป © unknown author / Quora

4.วิกฤติการเงินโลกทำให้ฉันต้องสูญเสียเงินไป 90 ล้านบาท ดังนั้นฉันจึงเริ่มมองหางานที่ความสามารถของฉันยังสามารถทำได้ แต่มันก็ดูแย่มากมากในตอนแรก เพราะฉันไม่เคยไม่มีงานทำเกินหนึ่งเดือนมาก่อนตั้งแต่อายุ 12 ตอนนี้ความมั่นใจของฉันลดลง จริงๆ มันถูกทำลายเลยทีเดียวล่ะ เพื่อนของฉันเป็นเจ้าของร้านล้างรถสองแห่ง เขาเสนองานให้ฉัน มันเป็นงานรับออเดอร์จากคนขับรถแล้วเข้าไปตรงที่ล้างรถ ในตอนแรกฉันปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดเพราะพ่อของฉันเคยบอกว่ามันเป็นงานที่น่าขายหน้าทุกครั้งที่เราเห็นคนที่ทำงานล้างรถ แต่ต่อมาเมื่อฉันไม่มีเงินสำหรับเป็นของขวัญวันเกิดของหลานสาว ฉันก็ยอมรับข้อเสนอนั้น

ในวันที่สามของการทำงาน สาวสวยที่ฉันว่าจ้างในฐานะผู้ช่วยเมื่อ 5 ปีก่อนขับรถเล็กซัสคันใหม่เข้ามา มันทำให้ฉันอับอายที่สุด และ … ขณะที่ฉันกำลังต้องเผชิญกับมันก็มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ที่เปลี่ยนชีวิตของฉันไปเลย เธอยิ้ม กระโดดออกจากรถแล้ววิ่งมากอดฉัน เราคุยกันประมาณ 10 นาทีและเธอบอกว่าเธอมีความสุขที่ได้เห็นฉัน บอกว่าฉันเป็นเจ้านายที่ดีและเธอดีใจที่ฉันได้งาน คนที่เคยทำงานกับฉันมักจะคิดว่าฉันเป็นเจ้านายที่ดีมากมาก พวกเขายังให้ความเคารพและยังพูดถึงตัวฉันในทางที่ดีอยู่ และนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันเดินต่อไปใเส้นทางที่ควรจะเป็น และเมื่อโอกาสของฉันกลับมาฉันก็คิดว่า ฉันจะทำให้มันเป็นโอกาสที่ดีที่สุด และทำให้มันดีที่สุดเท่าที่ทำได้ © Michael Aumock / Quora

5.เมื่อฉันยังเป็นเด็ก พ่อแม่ของฉันมีบ้านหลังใหญ่พร้อมแม่บ้าน 2 คน มีแม่ครัว พี่เลี้ยงเด็ก คนสวน 2 คน คนเฝ้าประตูรั้ว และคนขับรถ เรามีปาร์ตี้อยู่เกือบทุกคืน บ้านหลังนี้ใหญ่มากที่คุณตาคุณยายของฉันและสามีภรรยา 2 คู่ที่ทำงานให้พ่อของฉันอาศัยอยู่กับเรา จากนั้นพ่อของฉันย้ายไปที่ญี่ปุ่นและแม่ของฉันสร้างบ้านหลังเล็กๆ ให้ลูกๆ ทั้ง 4 คนกับพี่เลี้ยงเท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมาชีวิตเราก็ผันผวน ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินของพ่อ พ่อของฉันตัดสินใจพัฒนาที่หนึ่งตารางไมล์ในเซี่ยงไฮ้และ 2 ตารางไมล์ในปักกิ่งในบั้นปลายของชีวิตของพ่อ แต่พนักงานของพ่อเอาเงินลงทุนทั้งหมดไป ตั้งแต่นั้นชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไป บางครั้งก็รวยบางครั้งก็จนขนาดที่มีเงินใช้แค่สัปดาห์ละ 300 บาทตอนปลายเดือน เอาจริงๆ ความผันผวนเหล่านั้นไม่เคยส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของฉันเลย เงินมาแล้วก็ไป มันไม่ได้มีความหมายอะไรตราบใดเรายังเคารพตนเอง ตอนนี้ฉันชอบเดิน อ่านหนังสือดีๆ ดู Netflix  พบปะกับเพื่อนๆ และฉันรู้สึกโชคดีมากที่ยังสามารถทำอะไรก็ได้ด้วยกำลังของตัวเอง © Vicki Chang / Quora

© Arbitrage / Green Room Films

6.เมื่อก่อนผมมีชีวิตที่สะดวกสบายในประเทศเล็กๆ ที่มีฝูงม้า รถ 4 คัน ออฟฟิศที่สวยงามและเงินก้อนใหญ่ในธนาคาร หลังจากเกิดวิกฤตผมสูญเสียไปมาก ผมและภรรยาก็เลิกกันในเวลานั้น ผมเริ่มธุรกิจใหม่แล้วก็ขายทุกอย่างและนำเงินทั้งหมดไปใช้ทำฟาร์มกับภรรยาคนที่สอง ที่สร้างขึ้นใน 5 ปีต่อมา เพื่อเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์พืชสวนรายสำคัญและจ้างคนงานถึง 180 คน

ในปี 2002 มีการยึดฟาร์มเกิดขึ้นในประเทศที่ผมอาศัยอยู่ซึ่งส่งผลให้ผมถูกจับ หลังจากอยู่ในสภาพที่น่ากลัวนาน 3 วัน ผมได้รับข้อเสนอให้ตกลงที่จะไม่กลับไปที่ฟาร์มของผมอีกจึงถูกปล่อยตัว ไม่อย่างนั้นจะถูกขังอยู่ในที่ห่างไกลนาน 6 เดือน ถ้าไม่ยอมรับข้อเสนอ

หลังจาก 2 ปีผ่านไปผมสูญเสียทุกอย่างอีกครั้ง เราย้ายไปแคนาดาเมื่ออายุ 54 ปี ด้วยกระเป๋าเดินทางเพียงคนละ 2 ใบ กับเงินสดที่เพียงพอสำหรับซื้อรถปิคอัพมือสอง  ผมเรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้ ว่าทุกอย่างมันอยู่ที่เราทำ ผมพบว่าผมเป็นใครจริงๆ และผมรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งที่ตอนนี้ผมยังมีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะก้าวเดินต่อไป© Peter Wright / Quora

7.ผมมีสมาชิกในครอบครัวคนนึงที่เริ่มต้นมาจากการมีสมบัติมูลค่า 150 ล้านบาทและอาศัยอยู่ใน Beverly Hills กลายมาเป็นคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งมันเป็นเพราะทางเลือกการลงทุนที่ไม่ดี การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และการเลิกราหลายครั้ง เขาไม่สามารถละทิ้งอดีตอันรุ่งโรจน์ของเขาได้ อันที่จริงเขาบอกผู้โดยสารรถแท็กซี่ของเขาเกี่ยวกับคฤหาสน์ที่เขาเคยอาศัยอยู่ ในขณะที่เขาหวังว่าเขาจะ “พลิกกลับมา” โดยการเดิมพันในหุ้นที่ดี แต่ตอนนี้เขากังวลว่าจะมีเงินพอสำหรับใช้จ่ายหรือไม่เมื่อเขาไม่สามารถขับแท็กซี่ได้อีกต่อไป เขาจงใจไม่ติดต่อกับเพื่อนๆ ทุกคนเพราะความอับอาย

การที่เป็นคนร่ำรวยแล้วกลายไปเป็นคนจนนั้นไม่จำเป็นต้องหนี คนจำนวนมากกลับมาได้จากการล้มละลาย น่าเสียดายที่ญาติของผมคนนี้เลือกที่จะตำหนิทุกคนสำหรับปัญหาของเขาแทนที่จะมาทำใจกับสถานการณ์ของตัวเอง น่าเศร้าที่เขามีอายุเพียงแค่ 68 ปี บทเรียนสำหรับผมคือรอบคอบในการลงทุน อย่าใช้เงินเกินตัวและที่สำคัญที่สุดคืออย่าเจ้าชู้! © Jonathan Chen / Quora


© 2 Broke Girls / Warner Bros. Television

8.ฉันคิดว่าตัวเองเป็นนายหน้าจำนองที่ดินที่มีฐานะทางการเงินดีก่อนที่จะเกิดวิกฤตตลาดหุ้นในปี 2008 ฉันใช้เงินออมส่วนใหญ่หลายเดือนก่อนผ่าตัดหลังเพราะฉันไม่สนใจซื้อประกัน ฉันไม่คิดว่าฉันจำเป็นต้องใช้เพราะฉันคิดว่าสุขภาพของฉันดีพอที่จะแข็งแรงได้ตลอดไป หลังจากผ่านการพักฟื้นมาครึ่งทาง ธุรกิจจำนองก็ล่ม!! ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีงานเข้ามา ไม่สามารถปิดสินเชื่อที่ดำเนินการแล้ว ไม่มีเงินเข้ามา พ่อของฉันจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันและฉันเสียใจมาก ฉันต้องขายข้าวของทั้งหมดของฉัน ย้ายออกจากบ้าน

7 ปีต่อมาฉันยังคงใช้ชีวิตแบบประหยัด ค่าใช้จ่ายของฉันน้อยมากและฉันจ่ายเงินสดสำหรับทุกสิ่งรวมถึงรถยนต์และเครื่องแต่งกายของฉัน ฉันจบปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขาจิตวิทยามาซึ่งนั้นคือสิ่งที่ฉันสนใจมาโดยตลอด ฉันดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย และมีประกันเพื่อเป็นความคุ้มครองสำหรับค่ารักษาพยาบาล ฉันจะไม่ซื้อของใหม่แต่ใช้ของมือสองเสมอ ฉันซื้อของตกแต่งที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบและทำมันให้สวยเอง ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตตั้งแต่สูญเสียทุกอย่าง ตอนนี้มันแตกต่างจากเมื่อ 25 ปีก่อน ฉันรู้สึกขอบคุณที่สถานการณ์นี้เกิดขึ้นซึ่งทำให้ฉันมาถึงจุดนี่ทันเวลา ก่อนที่ฉันจะไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ © Kathy Nelson / Quora

9.มันรู้สึกเหมือนคุณเป็นผู้แพ้ที่แย่ที่สุดในโลกเมื่อคุณสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง มันน่าอายมากคุณจะไม่ต้องการออกไปข้างนอกเพราะคุณ “รู้สึกว่า” ทุกคนกำลังแอบหัวเราะเยาะคุณ คุณต้องการซ่อนจากสังคม และกลายเป็นคนชอบอยู่คนเดียว สำหรับผมแล้วการสูญเสียอย่างกะทันหันยิ่งใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม ผมต้องยอมรับว่าเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนออกไป ผมรับรู้ได้ว่าใครคือเพื่อนแท้ ผมเลิกใช้เงินซื้อของหลายๆ อย่างในคราวเดียว และเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับอะไรที่ผมสามารถทำได้ดี

มันเป็นเพราะผมล้มละลาย เพราะผมสามารถมองเห็นชีวิตอีกด้านนึง ตอนนี้ผมไม่ได้มีวิถีชีวิตที่ร่ำรวย แม้ว่าผมจะทำเงินได้มากกว่าที่เคยมี มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือเปล่าไม่รู้? แต่มีโอกาสน้อยกว่าเดิมมาก ผู้คนจะหัวเราะเยาะผมที่ด้านหลังของผมหรือไม่? แน่นอนว่าพวกเขาอาจหัวเราะ นั่นคือสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่อบทำเมื่อเค้าพูดถึงคนอื่นๆ  แต่มันสำคัญไหมละ ? สำหรับผมตอนนี้มันไม่มีความสำคัญเลยเพราะผมรู้ว่าบทเรียนก่อนหน้าของผมคืออะไร ต่อไปถ้าผมต้องก้าวข้ามความยากลำบากมันจะง่ายขึ้นเพราะผมมีคนรอบๆ ตัวผม (เพื่อนและครอบครัว) © Louie Keen / Quora


©À bras ouverts / Pulsar Productions

10.ครอบครัวนี้ประกอบด้วยพ่อแม่และลูกสาว 3 คน ในยุค 2000 พวกเขาเป็นเจ้าของพื้นที่การค้าขนาดใหญ่ในตลาดท้องถิ่น การค้าขายเป็นไปด้วยดีและพวกเขาตัดสินใจสร้างบ้าน 3 ชั้นพร้อมชั้นใต้ดินและห้องใต้หลังคา ในปี 2010 พวกเขาใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก พวกเขาซื้ออพาร์ทเม็นต์ในเมืองหลวงสำหรับลูกสาวแต่ละคนเพราะพวกเขาเดินทางบ่อยมาก และพวกเขาซื้อรถยนต์ราคาแพงและทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารทุกวัน

ในปี 2013 ฝ่ายบริหารของตลาดปฏิเสธที่จะ “ขยาย” สัญญาเช่าพื้นที่ทำเลทองของพวกเขา นั้นทำให้พวกเขาต้องหาเช่าพื้นที่การค้าแห่งใหม่ และสิ่งต่างๆ ก็ไม่ดีเท่าไหร่ ชีวิตก็ลำบากขึ้น นอกจากนี้บ้านหลังใหญ่ก็เริ่มทำให้เห็นถึงข้อเสียของมัน เพราะมันต้องใช้ฮีทเตอร์ขนาดใหญ่ในฤดูหนาวและค่าใช้จ่าย ก็สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน ยังมี  ค่าไฟฟ้า 3,000 บาท ต่อเดือน พวกเขาก็ต้องจ่ายภาษีที่ดิน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นการลงทุนหรือการใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ดูเหมือนว่าคุณจะทำได้สบายในตอนนี้ เราอยากให้คุณมองดูมันด้วยความคิดอีกมุมมองหนึ่งว่า หากขาดซึ่งรายได้ หรือคุณไม่มีเงินเก็บ สิ่งของหรือ บ้าน หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่คุณคิดว่าจำเป็น มัน ยังจำเป็นต่อคุณจริง ๆ และ คุณสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้อย่างไรและนาน เท่าไหร่ ถ้ามันยังทำได้ และ จ่ายได้ นั้นแหละคือสิ่งที่เหมาะสมกับเราจริง ๆ แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถดูแลมัน ได้ ก็แสดงว่ามันคือภาระที่คุณคาดไม่ถึงต่างหาก

แนวคิดหลักในสถานการณ์เหล่านี้คือการเริ่มต้นลงทุนเงินที่เหลือเป็นสิ่งต่างๆ เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ให้เช่าหรือขายได้ง่าย และหยุดการใช้จ่ายเงินมากเกินไปและใช้งบประมาณ จำกัด © ololoxololo / pikabu

© Madame / StudioCanal

11.เมื่อผมมีเงิน ผมมีชีวิตที่ดี เมื่อผมสูญเสียมันไปชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ผมเคยมีเงินเป็นล้านๆ นั้นทำให้ผมรู้สึกร่ำรวยมาก ผมมีอพาร์ทเมนต์ที่หรูหรา ภรรยาที่ดี มีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวพักผ่อน 4 ครั้งต่อปี และซื้อของเล่นทั้งหมดที่ผมต้องการได้อย่างสบายแต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในปี 2000 เมื่อผมเลือกเชื่อคนผิด ผมให้เขาเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทของผม เขาโลภและเริ่มเอาเงินไปจากบริษัท และยังคงแอบเอาเงินต่อไปจนกระทั่งมันทำให้บริษัทย่ำแย่ ผมใช้เงินเก็บทั้งชีวิตไปกับการลงทุนทางธุรกิจที่ไม่เคยสร้างกำไรให้
ดังนั้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผมสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องหาทางอยู่รอดโดยการเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองโดยไม่มีเงินทุนหนุนหลัง ภรรยาของผมยืนเคียงข้างผมในช่วงสองสามปีแรกที่ไม่มีเงิน แต่สุดท้ายก็ทนต่อไปไม่ไหวเราต้องห่างกันไป หากผมต้องสรุปว่าผมรู้สึกอย่างไรที่สูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมดไปในหนึ่งประโยค ผมจะบอกว่ารู้สึกเหมือนได้มีส่วนร่วมในอุบัติเหตุที่คุณต้องกลายเป็นอัมพาตบางส่วน ผมจำคำจากหนังเรื่อง Fight Club ได้เสมอว่า “คุณไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทรัพย์สินต่างหากที่เป็นเจ้าของคุณ” ดังนั้นอย่าคิดว่าทุกสิ่งที่เรามีจะมีแบบนั้นตลอดไป มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ดังนั้นจงเตรียมพร้อมรับมือในวันที่ไม่มีมันด้วย © Nick Pendrell / Quora

12.การล่มสลายทางการเงินทำลายธุรกิจของผม บริษัทการตลาดที่ก่อตั้งมาราว 15 ปี และธุรกิจเว็บที่กำลังเบ่งบานที่ก่อตั้งมา 5 ปี เราสูญเสียทั้งหมดอย่างกะทันหันนั้นมันน่าตกใจ เราล้มละลายก่อนวันคริสต์มาส – เราไม่มีที่ที่จะนำสิ่งของของเราไปเก็บ และเราไม่มีแม้แต่เงินจะจ่ายคนขนย้าย เราต้องขายสิ่งของหลายอย่างเพื่อเลี้ยงตัวเอง

ตอนนี้ผมรู้สึกกลัว จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับรถตู้คันเดียวของเรา ? เราพยายามขับมันให้น้อยที่สุด แน่นอนว่ามันน่าอาย รารู้ว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินอยู่เหนือการควบคุมของเรา ดังนั้น ผมเลยได้แต่นึกภาพว่ามันจะแย่แค่ไหนถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนอื่น แล้วความโกรธก็เกิดขึ้นมา ผมทำงานทุกๆ ชั่วโมงเพื่อสร้างธุรกิจทั้ง 2 แห่งของผม และตอนนี้ผมอยู่ในวัย 50 ปี ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นไปได้ที่จะมีเงินเก็บเพียงพอสำหรับการเกษียณอายุยากขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ผมคงอยู่ในจุดที่แย่ที่สุดแล้ว ผมแค่อยากจะบอกว่าเรื่องราวความผิดพลาดของผมอาจจะช่วยให้หลาย ๆ คนเตรียมตัวรับสิ่งที่ไม่คาดคิดได้ดีกว่าที่ผมทำ © unknown author / Quora

13.ผมใช้เวลาในวัยเด็กของผมในครอบครัวที่มาฐานะดีมากมาก แต่เมื่อผมโตขึ้นเงินก็เริ่มเข้ามาน้อยลงและในเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รายได้ของทั้งครอบครัวก็กลายเป็นศูนย์ (ธุรกิจของครอบครัวล้มละลาย) และเนื่องจากทุกคนในครอบครัวของผมไม่เคยคิดเผื่อไว้กับความจริงที่ว่าพวกเขาอาจจะไม่สามารถหาเงินได้มากเท่ากับตอนนี้จึงไม่มีใครประหยัดเงิน เราเริ่มกินถั่วหม้อใหญ่หม้อเดียวนาน 5 วันเป็นเวลา 6 เดือน
คิดเสียว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เปิดหูเปิดตาที่ผมจะไม่มีวันย้อนกลับ เพราะเรื่องราวนั้นทำให้ผมเปลี่ยนแปลงทุกอย่างทั้งการมองโลกและการใช้เงิน กว่าผมจะผ่านมันมาได้ก็นานมากและผมต้องทำงานทุกอย่าง อย่างหนักแบบที่เรียกว่าไม่มีใครคิดได้ ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้วมีอาชีพอิสระที่มั่นคงและเป็นเจ้าของบริษัทของตัวเองเช่นกัน ตอนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของการชำระหนี้ก้อนสุดท้าย และ ผมสามารถเลี้ยงดูน้องสาวอายุ 8 ปี พ่อและแม่ได้แล้วถึงมันจะไม่ได้ดีเท่าก่อนหน้านี้ แต่มันก็ดีมากที่ผมทำได้ขนาดนี้ © Gejminator / Reddit


© Schitt’s Creek / CBC

14.ในยุค 90 ผมมีเพื่อนร่วมชั้นที่พ่อของเค้ารวยมาก ครอบครัวของพวกเขาใช้ชีวิตอย่างหรูหราและเพื่อนร่วมชั้นของผมมักจะคุยโม้เรื่องนี้อยู่เสมอ 10 ปีต่อมาผมมาที่โรงเรียนเก่าและแอบมองเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่ง ใบหน้าพนักงานในร้านดูคุ้นเคยสำหรับผมมาก เขาดูเหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นของผม ซึ่งหลังจากสำเร็จการศึกษาได้เข้าเรียนในสถาบันเพื่อความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียง (ด้วยความช่วยเหลือของพ่อของเขา)

หลังจากที่พ่อของเขาไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรทางธุรกิจของเขา และเขาก็ถูกหักหลังอย่างสาหัสสากัน เขาสูญเสียธุรกิจของเขาและต้องจ่ายเงินจำนวนมาก เขาจึงต้องขายทรัพย์สินของพวกเขา หลังจากนั้นทั้งครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อพาร์ทเมนต์หนึ่งห้องนอนของคุณยายและใช้เงินเบี้ยเลี้ยงหลังเกษียณของคุณยาย เพื่อนร่วมชั้นของผมเรียนไม่จบเพราะพวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน เขาต้องเริ่มทำงานแต่ประสบการณ์และความรู้ของเขานั้นเพียงพอ นี่เป็นผู้ชายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับคนที่ผมรู้จักที่โรงเรียน นั้นสอนให้ผมรู้ว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้และเราต้องเตรียมตัวไว้ อยู่เสมอ© Neoraxis / pikabu

เราเชื่อว่าทุกคนล้มได้ก็ลุกขึ้นมาได้ ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่และปล่อยวางชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและมีความสุข

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก brightside — เรียบเรียงโดย เพลินเพลิน